ลองยืนหลับตาและหมุนตัวเองสัก 3 รอบ และชี้ไปทางทิศเหนือดูสิ
คุณคิดว่าจะชี้ไปทิศไหน? และคนอื่นๆ เขาจะชี้ไปทางใด?
แบบทดสอบง่ายๆ บทหนึ่งที่เป็นจุดชี้วัดความจริงข้อหนึ่งที่ว่า จริงๆแล้วคนคนหนึ่งก็เอาแน่เอานอนไม่ได้ ประสาอะไรกับหลายๆ คน เปรียบได้กับการทำงานเป็นทีมที่ต่างคนต่างพร้อมใจกันชี้ไปคนละทิศคนละทาง ด้วยความแตกต่างกันระหว่างบุคคลส่งผลให้ความคิดย่อมแตกต่างกันมากตามไปด้วย
คล้ายกับการแจวเรือ ที่แม้นายท้ายพยายามถือหางบังคับเรือ แต่ถ้าคนนี้พายไปซ้าย อีกคนไปขวา ยิ่งพยายามเท่าไหร่ก็จะยิ่งหลงทิศหลงทางมากเท่านั้น
รับรู้อุปสรรคการสร้างทีม เรียนรู้ข้อแตกต่าง และนายท้ายประเภทไหนเหมาะกับลูกน้องอย่างไร?
ทีม เวิร์กหรือไม่เวิร์ก
อดิศร์ หะริณสุต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการตลาด บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า อุปสรรคในการสร้างทีมของบริษัทแบบรัฐวิสาหกิจจะมีความแตกต่างจากเอกชนไทย ค่อนข้างสุดขั้ว เพราะด้วยสภาพแวดล้อมการทำงาน และพื้นเพความเป็นไปเป็นมาของพนักงานมีไม่เหมือนกัน และที่ผ่านมาปัญหาของทีมในบริษัทที่พบเป็นระดับผู้บริหาร เพราะในระยะไม่กี่ปีมานี้มีการเปลี่ยนบอร์ดกรรมการไป 3 ชุด และเปลี่ยนซีอีโอไป 5 คน พอสรุปได้ว่าสถานการณ์ขณะนี้ ทีโอทีค่อนข้างลำบาก
"ทีโอที วันนี้ถ้าไม่เปลี่ยนก็อยู่ไม่ได้ เพราะวันนี้คู่แข่งก็ล้ำหน้า การทำการตลาด เสนอแผน สองวันออกเป็นแคมเปญได้ แต่รัฐวิสาหกิจต้องทำเรื่องไปถึงผู้ใหญ่และรอแทงเรื่องลงมา ก็ใช้เวลาเข้าไป 2 เดือนแล้ว ถ้าเป็นสมัยก่อนก็ไม่มีปัญหา แต่วันนี้คู่แข่งมีมาก ทำให้ต้องขายอินเตอร์เน็ตและคอนเทนต์แข่งกับเขา ดังนั้นหากขั้นตอนช้า ความคิดเราก็ต้องล้ำหน้าไปอีก 5 ขั้น"
อดิศร์ กล่าวอีกว่า องค์กรหนึ่งก็เปรียบเสมือนการเดินทาง และ Team Management ก็เป็นดั่งรถที่จะพาไปสู่เป้าหมาย ดังนั้นทีมจะต้องรู้จักลักษณะกันและกัน ต้องทำความเข้าใจว่าคนมีหลายแบบ มีพื้นเพต่างกัน ความสามารถต่างกัน
"จะให้คนทุกคนเหมือนกันหมดก็เป็นไปได้ยาก คนบางกลุ่มรับคำสั่งได้ยาก แต่คนบางกลุ่มถ้าหากไม่แนะหรือบอกว่าต้องทำอะไรก่อนหลังจะทำไม่ได้ แต่เขาก็อยากจะทำ"
อย่างที่สองคือ Organization Plan เป็นเหมือนแผนที่หรือเป้าหมายในการทำงานเป็นทีม โดยเน้นหนักที่วัฒนธรรม เป็นส่วนช่วยในการบริหารจัดการทีมให้ดีขึ้น และManagerial Style ผู้นำที่เหมือนกับคนขับบังคับรถที่เมื่อมีรถและมีแผนที่แล้วจะขับอย่างไรให้ ปลอดภัย
จึงถึงเวลามองว่าผู้บริหารทีมของคุณอยู่ในประเภทใด ? และถึงเวลาส่องเงาตนเอง พร้อมที่จะจัดการลูกทีมอย่างไร ?
- Coercive –Police man stlye กลุ่มนี้มีลักษณะคล้ายทหาร ตำรวจ ดุดัน ขึงขัง ซึ่งเหมาะกับพนักงานระดับล่าง ที่บอกให้เดินซ้ายเดินขวา ทำผลงานดีจะได้รางวัลอะไร และหากทำไม่ได้จะถูกลงโทษอย่างไร
- Authoritative เป็นลักษณะคุณครู ดุแต่ให้ความรู้ คำอธิบายงาน ซึ่งเหมาะกับพนักงานระดับล่างและกลุ่มพนักงานที่เข้าใหม่
- Affiliative ผู้นำที่เน้นชมอย่างเดียว ไม่ดุ ไม่ด่า ไม่ตำหนิ เน้นความรักเป็นหลัก แต่จะให้คนอื่นด่าแทนเพราะกลัวว่าคนจะไม่ชอบ
- Pace-setting เป็นประเภทซูเปอร์แมน กล่าวคือ หากลูกน้องทำงานไม่เสร็จ ก็จะรับงานมาทำต่อคนเดียว
"เขาจะเหนื่อยมากและลูกน้องจะรู่สึกโง่ เพราะต้องไล่ตามตลอด ข้อเสียก็คือลูกน้องจะไม่รู้ว่าเวลาเจ็บเป็นอย่างไร ซึ่งบางทีจะต้องปล่อยให้เขาล้มบ้าง ต้องยอมเสียเวลาไปบ้างในบางกลุ่ม"
- Coaching ผู้นำกลุ่มนี้จะต้องเป็นพวกรักที่จะเรียนรู้จุดอ่อนจุดแข็งของลูกทีม และต้องเติมให้ ซึ่งควรจะเลือกว่าจะใช้สไตล์นี้กับคนประเภทนี้ ระดับนี้ คนที่อ่านผ่านๆ อาจจะคิดว่าผู้นำแบบนี้ดีที่สุด
อดิศร์ ได้ให้คำแนะนำสำหรับผู้นำประเภท Coaching ว่า ผู้นำไม่สามารถทำแบบนี้กับทุกคนได้ เพราะต้องใช้พลังงานสูงมากทั้งกำลังกายกำลังใจ การปฏิบัติจึงต้องเลือกและแบ่งคนที่มีอยู่ 3 ประเภท คือ คนเก่ง คนเก่งปานกลาง และคนไม่เก่ง แล้วพิจารณาว่าควรจะใช้เวลากับคนเก่งและคนเก่งปานกลางมากกว่า เพราะเวลาที่มีจำกัด การเลือกให้กับคนที่สามารถรับอะไรได้รวดเร็วจะเป็นประโยชน์ต่อทีมและองค์กร มากที่สุด
อุปสรรคของทีม
ศ.ดร.วิทยา นาควัชระ จากสถาบันพัฒนาตนเองและนักบริหาร เจ้าของคลินิกสุขภาพจิต ให้นิยามของคำว่า “ทีม” ว่า กลุ่มคนที่ทำงานด้วยกัน มีเจ้านายคนเดียวกัน มีจุดมุ่งหมายในการทำงานร่วมกัน มีบทบาทของสมาชิกและการมอบหมายงานที่ชัดเจน
ดังนั้นคาแรกเตอร์ของคนที่เป็นหัวหน้าจะต้องฉลาด สามารถนำคนหมู่มากได้ มีวุฒิภาวะทางสังคมสูง อดทน มั่นคง มีแนวคิดและทัศนคติที่ดี ต้องมองการณ์ไกล เมื่อวางแผนแล้วจะต้องก้าวนำลูกน้องหนึ่งก้าวเสมอ
และได้กล่าวถึง อุปสรรคของการสร้างทีมที่ดีและมีประสิทธิภาพสำหรับองค์กรนั้นคือ มีเจ้านายหรือผู้นำที่ไม่ดี ไม่เก่ง ไม่ฉลาด บทบาทไม่ชัดเจน จะทำให้ลูกน้องไม่เชื่อถือ
ซึ่งวิธีสังเกตว่าหัวหน้าทีมเข้าท่าหรือไม่จะต้องมองใน 4 ด้านคือ 1. มองไกล 2. ใฝ่ดี 3. มีคุณธรรม และ 4. มีวินัยในตัวเอง
"ถ้าไม่มีแผนชัดเจนทำอะไรก็เสียเวลา และงานบางอย่างก็เลือกใช้คนที่ไม่เหมาะสมมาทำ และทำไม่ได้ก็ใช้วิธีทีมเวิร์กแบบไทยๆ คือช่วยกัน และแผนงานก็ล้มไม่เป็นท่า"
ปัญหาอุปสรรคอีกอย่างก็คือ ไม่เชื่อถือคนด้วยกัน แต่จะเชื่อเรื่องลี้ลับจากการได้ยินบ่อยๆ หรือได้รับการตอกย้ำผ่านสื่อต่างๆ และสิ่งหนึ่งคือสังคมไทยถูกสั่งสอนโดยการตำหนิ ทำให้เป็นคนขี้ใจน้อย แสนงอน ทำให้ไม่เกิดการสร้างมนุษยสัมพันธ์กับบุคคลอื่น
วิธีแก้คือสร้างในสิ่งที่คนเชื่อ นั่นคือ ศรัทธา 4 เชื่อในพระพุทธศาสนา เรื่องกฎแห่งกรรม ผลของกรรม กรรมของใครก็ของใครทำแทนกันไม่ได้ เป็นตัวล็อคทำให้เราทำความดี และไม่ทำความเลวโดยอัตโนมัติ
"ถ้าในทีมมีคนที่ใจน้อย จะมีคนระแวง ว่าจะฟ้องเจ้านายใส่ไฟ ทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่พวกพ้อง ไม่โกรธแต่เเค้น อิจฉาริษยา โหยหาความรักและความสนใจ บอกไม่โกรธแต่แค้น พยายามมองหาจุดบกพร่องของคนอื่นแล้วเอามาพูดหรือคิด ใครอยากเด่นจะต้องหาจุดไม่ดีของคนที่เก่งกว่ามาพูดให้ได้ ซึ่งเป็นอุปสรรคร้ายแรงมากในการทำงานเป็นทีมหลายคนคิดว่านิสัยเหล่านี้เกิด ขึ้นได้กับพนักงานหญิงเท่านั้น แต่ปัจจุบันแม้แต่พนักงานชายอกสามศอกก็ไม่แพ้กัน"
ดังนั้นการทำงานเป็นทีมต้องผู้นำจะต้องตัดสินใจ บนพื้นฐานที่ถูกต้อง มีเหตุมีผล แยกแยะและมีมุมมองของตัวเองด้วยส่วนหนึ่งเพื่อประกอบการตัดสินใจ
สูตรสร้าง สุขคนทำงาน
ความสำเร็จของพนักงานในองค์กรจะสามารถวัดและระบุเป็นสเกลได้ด้วยตำแหน่ง หน้าที่ และเมื่อคนส่วนใหญ่ตั้งเป้าไว้อย่างนั้น คนก็ขวนขวายหาความสำเร็จ เมื่อทำได้ถึงจุดหนึ่งก็เกิดข้อเปรียบเทียบกับเด็กรุ่นใหม่ ทำให้ที่ว่าเคยสำเร็จก็ต้องเพิ่มพูนพลังงานตัวเองให้เหนือกว่าคนอื่นๆ ขึ้นไปอีก
"วงเวียนมีการแข่งขันตลอดเวลา สารเคมีความเครียดหลั่งตลอดชีวิต เป็นอุปสรรคในการทำงานที่เกิดจากความล้า ความเจ็บปวด และเบื่อความหน่าย เหมือนเฆี่ยนม้าที่เหนื่อยแล้วมันก็ไม่วิ่ง ซึ่งมนุษย์เงินเดือนเป็นอย่างนี้ทั่วโลก เรามักเข้าใจกันว่าความสุขคือความสำเร็จ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่"
ความสุขในการทำงาน และวิธีสร้างความสุข จะเกิดได้ก็ต้องมาจากความคิด เป็นมิตรและรักตัวเองได้ตามความเป็นจริง ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งไหน และมองคนอื่นว่าเขาเก่งมากดีมากในความเป็นจริงของเขา
"เทคนิคที่ทีมขายจะต้องทำก็คือ สร้างมิตรให้ได้ ไม่ใช่แค่การปิดการขายอย่างเดียว ซึ่งการผูกมิตรจะต้องเป็นสิ่งแรกที่จะต้องทำก่อนเสียด้วยซ้ำ เพราะหากมองคนอื่นเป็นลูกค้าแล้ว การทำงานจะมีท่าว่าจะล้มเสียตั้งแต่ยังไม่เริ่ม" ศ.ดร.วิทยา กล่าวปิดท้าย
ที่มา:หนังสือพิมพ์ผู้จัดการราย สัปดาห์:www.manager.co.th/mgrweekly/viewbrowse.aspx?browsenewsID=1146


